กับดักหรือช่วยเหลือสำหรับมาตรการช่วยเหลือเรื่องดอกเบี้ย  วันที่ 01/12/2004
จากมาตรการช่วยเหลือประชาชนของรัฐบาลที่มีดำริจะให้ดอกเบี้ยรับจากบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ประเภทที่ต้องจ่ายเมื่อทวงถาม ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 181 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2552 อ้างอิง http://www.rd.go.th/publish/36822.0.html
หากดูเพียงผิวเผินจะเห็นว่า เป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ดี และช่วยให้ประชาชนมีเงินเหลือและเงินออมมากขึ้น เพื่อให้สามารถนำเงินไปใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในสภาวะเงินฝืดปัจจุบัน ( สภาวะเงินเฟ้อติดลบมากกว่า 3 เดือนขึ้นไป )
แต่ท่านทราบหรือไม่ว่า
หลักเกณฑ์การกำหนดให้ธนาคารต้องหักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับการจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ประชาชนผู้ฝากเงินประเภทออมทรัพย์ที่มีดอกเบี้ยเกินกว่า 20,000 บาทต่อปีนั้น มีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ ฉบับที่ 55 ลงวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2538 อ้างอิง http://www.rd.go.th/publish/3187.0.html แต่เนื่องจากว่า ธนาคารไม่อาจทราบได้ว่า ผู้ฝากเงินกับธนาคารนั้น ได้ฝากเงินกับธนาคารอื่นไว้มากน้อยเพียงใด และมีดอกเบี้ยเกิดขึ้นมากกว่า 20,000 บาทต่อปีหรือไม่ ธนาคารจึงต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อจ่ายดอกเบี้ยสำหรับดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ทุกบัญชี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปรับจากกรมสรรพากรตาม คำสั่งกรมสรรพากรที่ ทป.4/2528 โดยไม่มีข้อยกเว้น จึงเป็นที่มาของการหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกวันนี้
แล้วมันดีหรือไม่กับการถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย
ส่วนมากจะบอกว่าไม่ดี เพราะทำให้ได้ดอกเบี้ยเงินฝากลดน้อยลงไป บางคนก็ไม่เคยทราบด้วยซ้ำว่า ตนเองได้เสียภาษีให้แก่รัฐบาลไปแล้วทุกครึ่งปี หลายท่านที่ไม่มีเงินได้ทางอื่นเลย แต่ท่านกลับทิ้งเงินภาษีของท่านไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ถูกธนาคารหักไปนั้น ขอคืนได้ครับ แต่ควรจะขอคืนหรือไม่ หรือต้องปฏิบัติอย่างไรมาดูกันครับ
หลักเกณฑ์ด้านภาษีหัก ณ ที่จ่ายของดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ อยู่ในส่วนของประมวลรัษฎากร มาตรา 40 (4) ซึ่งกำหนดให้ผู้รับดอกเบี้ยต้องนำดอกเบี้ยนั้นมารวมคำนวณภาษีตอนปลายปี โดยยื่นแบบ ภงด.90 ในกรณีที่เป็นบุคคลธรรมดา แต่ถ้าหากธนาคารได้หักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับดอกเบี้ยนั้นแล้ว จะนำมารวมคำนวณหรือไม่รวมคำนวณก็ได้ตอนปลายปี มาดูตารางกันเพื่อความเข้าใจดีกว่าครับ
|
ดอกเบี้ยรับจากเงินฝากออมทรัพย์
|
ไม่หักภาษี ณ ที่จ่าย
|
หักภาษี ณ ที่จ่าย
|
|
อัตราภาษี
|
-
|
10%
|
|
การยื่นแบบภาษี
|
ต้องนำไปรวมคำนวณกับเงินได้พึงประเมินอื่น ๆ สถานเดียว เลือกไม่ได้
|
เลือกได้ว่า จะนำไป รวมคำนวณ หรือ ไม่รวมคำนวณกับเงินได้พึงประเมินอื่น ๆ ก็ได้
|
สำหรับท่านที่เสียภาษีเงินได้ในอัตราร้อยละ 10 ขึ้นไป หากคุณถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้ และหากนำเงินได้จากดอกเบี้ยรับไปรวมคำนวณภาษีด้วย ( ต้องคำนวณเปรียบเทียบกันด้วย ) จะทำให้ท่านต้องเสียภาษีในอัตราภาษีที่สูงขึ้น ท่านสามารถเลือกไม่เอาดอกเบี้ยมารวมคำนวณก็ได้ เพื่อให้เสียภาษีได้น้อยลง หรือหากท่านไม่มีเงินได้อื่นเลยมีแต่ดอกเบี้ยอย่างเดียว ท่านสามารถขอคืนภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ท่านถูกหักจากธนาคารได้ทั้งจำนวน
แต่จากมาตรการที่ออกมาให้ธนาคารไม่หักภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายนั้น จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถเลือกได้ว่าจะนำรวมคำนวณ หรือไม่นำไปรวมคำนวณ คือท่านต้องนำดอกเบี้ยรับไปรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินของท่านเพียงสถานเดียวเท่านั้น ไม่ว่าท่านจะเสียภาษีอยู่ในอัตราเท่าใดก็ตาม
ทางออก
สำหรับท่านที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 ขึ้นไปนั้น ท่านจะมีปัญหาชีวิตตามมาทันที เพราะหากท่านไม่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10 % และท่านต้องนำดอกเบี้ยที่ท่านได้รับไปรวมคำนวณภาษี ซึ่งหมายความว่าท่านต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงกว่าที่ท่านถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายเอาไว้ และไม่มีทางเลือกอื่นต้องนำไปรวมคำนวณเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เรามีทางออกครับ โดยขอให้ท่านไปแจ้งความประสงค์ให้ธนาคารหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับดอกเบี้ยรับของท่านตลอดไปเท่านั้น ชีวิตท่านก็จะกลับมารื่นรมย์กับการเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10 ได้เช่นเดิมครับ เพียงแต่ท่านต้องแจ้งธนาคารทุกครึ่งปี หรือเดือนที่ธนาคารจะทำการจ่ายดอกเบี้ยให้แก่ท่านในเดือนมิถุนายน และธันวาคมของทุกปี อย่าลืมก็แล้วกันครับ
สรุปคือ หากท่านมีเงินได้ที่สูง และต้องเสียภาษีประจำปีในอัตรามากกว่า 10% ขึ้นไป ท่านควรขอให้ธนาคารหักภาษี ณ ที่จ่ายของท่านเอาไว้ เพื่อจะได้มีทางเลือกว่า จะนำไปรวมคำนวณภาษี หรือไม่นำไปรวมคำนวณในตอนปลายปีนั่นเอง ส่วนท่านที่มีเงินได้ไม่มาก จะเลือกใช้มาตรการของภาครัฐในการแบ่งเบาภาระโดยไม่ต้องถูกธนาคารหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับดอกเบี้ยรับก็ได้ครับ
webmaster
06/08/2552 |